รายละเอียดสินค้า

Lisse scar gel ลิซเซ่ เจลลบรอย แผลเป็น ขนาด 10 กรัม (สินค้าใหม่ !!)  [Out of stock]
 
รหัสสินค้า : LISSE02
ยี่ห้อ : Lisse
รุ่น : Scar gel
สภาพสินค้า : สินค้ามือใหม่
Links : คลิกลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
ราคา :180.00 ฿
ราคาปกติ : 260.00 ฿
[Out of stock] Share with Friends
รายละเอียดสินค้า :
Photobucket


Photobucket



Lisse Scar Gel ลิซเซ่ เจลลบรอย แผลเป็น ขนาด 10 กรัม (สินค้าใหม่ !!) 



Lisse Scar Gel  10 gm




"คืนความเรียบเนียนของผิว เคลียร์รอยแผลหนักใจ ... ด้วย Lisse Scar Gel ช่วยลบเลือนรอยแผลเป็น ให้ผิวเรียบ เนียน ใสอีกครั้ง "



++ คุณสมบัติ ++

อุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติสำคัญกว่า 9 ชนิด (หัวหอม, ใบบัวบก, มะขาม, รังไหม, ว่านหางจระเข้, ต้นปอสา, Snail Secretion Filtrate, Methylsilanol Hydroxyproline Aspartate, Allantoin)
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ลดการเกิดรอยแผลนูน (Keloid)
เสริมสร้างคอลลาเจนที่ชั้นผิว ทำให้แผลเป็นตื้นและหายเร็วขึ้น
ยับยั้งอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวเรียบ เนียน ใส
เร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดรอยดำ รอยหมองคล้ำ
ให้ความชุ่มชื้นกับผิว แผลนุ่ม ไม่หยาบกร้าน
เนื้อเจลเนียนละเอียด ซึมซับเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ


วิธีใช้ ลิซเซ่ สการ์ เจล

ทาลิซเซ่ สการ์ เจล ให้ทั่วบริเวณรอยแผลเป็นบาง ๆ และนวดเบา ๆ วันละ 2-3 ครั้ง
สำหรับแผลเป็นใหม่ไม่เกิน 6 เดือน ให้ทาบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณบาดแผลที่ปิดสนิท วันละ 2-3 ครั้ง ควรใช้ติดต่อกันประมาณ 4-6 สัปดาห์
สำหรับรอยแผลเป็นเก่า ให้ทาให้ทั่วบริเวณ และนวดเบาๆประมาณ 2-3 นาที วันละ 2 ครั้ง แนะนำให้ใช้ติดต่อกัน 4-6 เดือน เพื่อช่วยให้รอยแผลเป็นนุ่มขึ้นและดูจางลง


Photobucket


ประโยชน์จากสารสกัดจากธรรมชาติที่มีอยู่ใน Lisse Scar Gel

สารสกัดจากมะขาม : AHA (Alpha hydroxyl acids) ขจัดเซลล์ผิวที่แห้งกร้าน หมองคล้ำ โดยไม่ทำลายผิว
สารสกัดจากหอยทาก : อุดมไปด้วยโปรตีนที่ช่วยฟื้นฟูผิว เช่น glycoprotein enz, proteoglycan, hyaluronic acid เป็นต้น สารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ฟื้นฟูผิว ให้ความชุ่มชื้น เร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่า
สารสกัดจากใบบัวบก : กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ อีลาสติน เร่งการสร้างเนื้อเยื่อ สารต้านอนุมูลอิสระ ลดรอยด่างดำ รอยแดง รอยหมองคล้ำ ลดอาการบวมช้ำ
สารสกัดจากหัวหอม : ช่วยลดการอักเสบ ลดรอยแดง ป้องกันการสร้างคอลลาเจนที่มากเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของแผล keloids ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
Allantoin : ได้จากธรรมชาติ กระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิวหนัง (Granulation tissue) ลดการระคายเคืองผิว ให้ความชุ่มชื้น (Moisturizing) เหมาะกับแผลอักเสบ แผลที่หายช้า และ แผลไฟไหม้
สารสกัดจากรังไหม : Sericin & Fibroin กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว สารต้านอนุมูลอิสระ ปรับสภาพผิว ลดอาการแพ้จากแดด และ ผิวหนังอักเสบ สารให้ความชุ่มชื้น
กรดอะมิโน MHA : Methylsilanol Hydroxyproline Aspartate กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบในชั้นคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยปรับสภาพผิว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
สารสกัดจากปอสา : ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ประสิทธิภาพสูงกว่า กรดโคจิก วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ
สารสกัดจากว่านหางจระเข้ : สมานแผล กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ลดการปวดแสบร้อน แผลไฟไหม้ ลดการอักเสบ ลดการติดเชื้อ ให้ความชุ่มชื้น



ประโยชน์ถาม - ตอบ ปัญหาเรื่องผิว ปัญหารอยแผลเป็น แผลสิว และปัญหาอื่นๆ 

ถาม : ทำไมเวลาเราหกล้มเป็นแผล หรือ โดนน้ำร้อนลวก แล้วจึงทิ้งรอยแผลไว้ ไม่หายซะที ?
ตอบ : รอยแผลที่ทิ้งไว้หลังจากแผลหายแล้วนั้น ก็คือ รอยแผลเป็น (SCAR) นั้นเอง ในทางการแพทย์เราถือว่าแผลเป็น เป็นกระบวนการรักษาแผล หรือ การฉีกขาดของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยร่างกายจะมีการสร้างเนื้อเยื่อ คอลลาเจน (Collagen) มาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ปัญหารอยแผลเป็นนั้นมักเกิดร่วมกับความผิดปกติของสีผิวด้วย ทำให้บริเวณรอยแผลเป็นมีสีเข้มหรือจางกว่าผิวหนังบริเวณรอบๆ แผลที่มักทิ้งรอยแผลเป็นไว้ เช่น แผลผ่าตัด แผลจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ แผลสิว และแผลจากโรคสุกใส เป็นต้น

ถาม : แผลเป็นแต่ละชนิดนั้นต่างกันอย่างไร ?
ตอบ : แผลเป็นชนิดที่ 1 คือ แผลหลุม (Hypotropic Scar): เป็นรอยแผลที่มีลักษณะเป็นหลุม เกิดจากเนื้อเยื่อถูกทำลายลึกจนสร้างชั้นผิวได้ไม่เหมือนเดิม เช่น แผลเป็นหลังกดบีบสิว หรือ แผลเป็นจากโรคสุกใส เป็นต้น
          แผลเป็นชนิดที่ 2 คือ แผลนูนแดง (Hypertrophic Scar): เป็นรอยแผลนูนแดงขึ้นมาจากชั้นผิวหนัง แต่ยังอยู่ในขอบเขตของรอยแผลที่เกิดจากการบาดเจ็บและฉีกขาดของแผลเดิม มักพบเกิดกับแผลในตำแหน่งที่ตึงมาก เช่น ข้อต่อ/กลางหน้าอก ส่วนมากจะพบ 6 เดือนแรก จากนั้นค่อยๆยุบลง
          แผลเป็นชนิดที่ 3 คือ แผลคีรอยด์ (Keloid): เป็นรอยแผลนูนแดงคล้าย Hypertrophic Scar แต่มีการขยายตัวเกินขอบของแผลออกไป ทำให้เป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ มักเกิดกับผู้ที่มีผิวเข้ม และเกิดที่หัวไหล่ ติ่งหู กลางหน้าอก สาเหตุส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากการสร้างของคอลลาเจน (Collagen) มากเกินไป

ถาม : เป็นแผลเหมือนๆกันแต่ทำไมลักษณะแผลเป็นที่เกิดในแต่ละคนถึงแตกต่างกันไป ?
ตอบ : การเกิดของแผลเป็นนั้นจะขึ้นกับปัจจัยสำคัญหลายประการดังนี้ค่ะ

ประการที่ 1: ความรุนแรงของแผล เช่น หากบาดแผลเกิดที่ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ส่วนมากร่างกายจะสามารถฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพเดิมได้ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ แต่หากบาดแผลเกิดที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) อาจจะพบรอยแผลเป็นหลังแผลหายแล้วได้

ประการที่ 2: การดูแลรักษาและความยาวนานในการหายของแผล ตั้งแต่การรักษาเพื่อให้แผลปิด การดูแลระหว่างแผลกำลังหาย การปฏิบัติตัวเพื่อให้แผลเป็นดีที่สุด ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น

หากเป็นแผลฉีกกว้าง การเย็บแผลปิดกลายเป็นแผลเส้นเดียว ย่อมได้แผลเป็นที่ดีกว่าปล่อยให้หายเองโดยไม่เย็บ เทคนิคการเย็บแผลด้วยความนิ่มนวล ใช้เข็มขนาดเล็ก ใช้ไหมที่ดีไม่มีปฏิกิริยา ย่อมทำให้แผลเป็นออกมาดี

ในบางกรณีหรือแผลบางตำแหน่งที่มีความตึงสูงมาก เช่น หลัง หน้าอก แขนขา เทคนิคเย็บแผลที่สามารถยึดขอบแผลไว้ด้วยกันนานกว่า 6 สัปดาห์ ย่อมดีกว่าการเย็บด้วยไหมหนึ่งชั้นแล้วตัดไหมตอน 5-7 วัน เพราะผิวหนังต้องใช้เวลานานถึง 6 สัปดาห์กว่าจะมีความแข็งแรงพอโดยไม่ต้องอาศัยไหมช่วย

ในขณะเดียวกัน การตัดไหมที่เย็บผิวหนังไว้ช้าเกินไป ก็จะได้แผลเป็นจากรอยไหม อย่างที่คุณอาจเคยเห็นเป็นตีนตะขาบ ระหว่างแผลกำลังหาย คือ 6 เดือนแรก การถูกแดดโดยตรงจะทำให้แผลเป็นสีเข้ม จึงควรหลีกเลี่ยงและใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย

ถาม : ถ้าเราเป็นแผลแล้วจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เป็นแผลเป็นได้หรือไม่ ?
ตอบ : สิ่งสำคัญอย่างแรกในการลดแผลเป็นคือ ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผล แต่ในกรณีที่เกิดแผลขึ้นแล้ว การดูแลรักษาทำความสะอาดแผลอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด ยิ่งแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสการเกิดแผลเป็นก็จะน้อยหรือเบาบางลงเท่านั้น
ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการหายของแผล ได้แก่ อายุ ยาคอร์ติโคสตีรอยด์ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจน โดยพบว่าแผลจะหายได้ดีขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่อบอุ่นได้ดีกว่า อากาศเย็น ความชื้น ความเป็นกรดด่างและออกซิเจนจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นเช่นกัน

ถาม : ทำอย่างไรให้แผลหายเร็ว ?
ตอบ : ดังนั้น ในการรักษาแผลจึงควรรักษาสภาวะแวดล้อมและความสะอาดของแผลให้เหมาะสม มีอุณหภูมิที่อบอุ่น มีความชื้นเพียงพอ ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจน เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น สำหรับการดูแลแผลเล็กๆ น้อยๆ เบื้องต้น เริ่มต้นการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการปิดทำแผลโดยปราศจากเชื้อ ไม่แนะนำให้ใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิโดนไอโอดีน เพราะส่งผลเสียต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายช้า
ส่วนชนิดของแผลที่ควรแนะนำไปพบแพทย์ ได้แก่ แผลที่เลือดไหลไม่หยุด แผลขนาดใหญ่หรือแผลลึกมาก แผลที่เกิดจากแมลงพิษกัด แผลบริเวณข้อต่อหรือข้อพับ และแผลที่แดง อักเสบ และปวดรุนแรงหรือเป็นหนอง เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลร้ายต่อการหายของแผลคือ การสูบบุหรี่ การขาดวิตามินซี และธาตุสังกะสี ซึ่งควรรักษาระดับวิตามินซี และสังกะสีให้อยู่ในระดับปกติ ในทางตรงกันข้ามการได้รับวิตามินซี และสังกะสีในขนาดสูงหรือปริมาณมากเกินกว่าความต้องการของร่างกายก็ไม่ช่วย ให้แผลหายเร็วขึ้น

** แหล่งที่มา : http://www.lisseskin.com/08_help_me_please.html



ขนาดบรรจุ 10 กรัม

(รายละเอียดตามฉลากที่ระบุข้างผลิตภัณฑ์)






*** ราคาพิเศษหลอดละ 180 บาท จากราคาปกติ 260 บาท ***






<<< สินค้าแนะนำ >>>

Photobucket

แก้ไขล่าสุด : 07/04/2012
    ร่วมแสดงความคิดเห็น
    ชื่อของคุณ : *
    อีเมล์ของคุณ : *
    รายละเอียด : *
    หมายเหตุ : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง
    Validation Code :

    *